รู้ สึ ก ก็ ใ ห้ รู้ ว่ า รู้ สึ ก
posted on 07 Jun 2009 10:47 by felta-kwan in Psychi
** หมายเหตุ ข้อความในบล็อคนี้เขียนไว้ตั้งแต่ 20 มีนา 51 แต่เอามาอัพในนี้ใหม่ค่ะ **
2-3 วันที่มาฝึกงานที่รามา ต้องตื่นเช้า
ต้องใช้เวลาทั้งวันตั้งแต่ 7 โมงกว่าๆ - 4 โมงกว่าๆ ต้องนอนดึก
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเหมือนกับตอนอยู่เตรียมพัฒน์ไม่มีผิด
ก่อนไปฝึกงานรู้สึกสมองหนักมาก
คงเพราะแบกความเครียดและความวิตกกังวลล่วงหน้า (anxiety) ไว้เยอะ
แต่หลังจากที่ต้องเข้า grand round, Kardex round, TPC, Case Conferense ในบางวัน
เจอแต่ศัพท์ภาษาอังกฤษ, ชื่อโรค และอาการทางจิตต่างๆนานา ๆ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเบาขึ้น สมองกลวง (ลง 55+)
เพราะฟังอาจารย์หมอ กะพี่เรสซิเด้นท์ไม่รู้เรื่องน่ะเอง
(ฟังรู้เรื่องเปนบางคำแต่ก็นะ ... งง @_@")
ฝึกงานมา 4 วันทำให้ได้รู้อะไรเยอะมากขึ้น
นอกจากจะมีชื่อโรคบานตะไทที่จะต้องจำแร้ว
ยังมีชีทเยอะแยะที่ยังไม่มีเวลาอ่านอีก TT
(แล้วก้อไปสมองกลวง เอ๋อๆ ในราวด์ --- ฮา)
พกหนังสือไปทุกวันไม่เคยจะได้อ่านเร้ยย -*- ดูมีภูมิมากอ่า เหอๆ
ถามอ๋อยกะนุ้ยตลอด อิอิ สารานุกรม "จิตเวชรามา" เคลื่อนที่ของเรา เอิ๊กๆ
เอ๊ะ หลุดประเด็นไปมากนะเนี่ย กลับๆ (จริงๆ เปนการ manipulate คนอ่านอย่างนึงนะฮ้า 555+)
ม่ายหรอก ก้อแบบ ได้เจอเคสหลายเคสก้อเรยแบบว่า
อืม...โลกนี้มีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะเนอะ มากๆ
ไม่ใช่แค่เรื่องตำราเรียน หรือความรู้หรอก
แต่เป็นเรื่องพวกการใช้ชีวิต
อย่างที่พี่ทศบอกว่า ให้เรียนรู้จากประสบการณ์คนไข้
อย่างบางเคสที่เราคิดว่าน่าจะมีน้อย หรือไม่น่ามีเรย ก้อได้เจอ อึ้งหน่อยๆ อารมณ์แบบยืนยันประโยค I know that I know nothing ได้อีก >.<
อย่างบางเคสที่ได้เจอก็ทำให้ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของเค้าเยอะเรย อืมม 2 วัน เจอเคส suicide แร้วรู้สึกว่า
โห.... เค้าทรมาณจริงๆอ่ะ
แล้วก้อทำให้ได้รู้ว่า คนที่ตั้งใจจะ suicide จริงๆ นี่เปนยังไง
บางเคสก็เรารู้สึกว่ามี empathy ไปกะเค้าด้วยมาก ๆ
น้ำตาอยากจะไหลตรงนั้น T___T
.
.
.
เพราะอะไรบางอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้เจอก็ได้เจอ "จริงๆ" มั้ง
ไม่รู้จิ คนอื่นอาจจะ แค่ sympathy แต่เราว่าเรา empathy อ่ะ -*-
อีกอย่างนึงที่ได้เรียนรู้ก็คือ คนทุกคนสามารถที่จะเรียนรู้ได้ทั้งนั้นแหละ ^^
อันที่จริงการได้อยู่แผนกจิตเวชมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด
ถึงแม้จะเป็นสัปดาห์แรกที่ observe อย่างเดียวแต่มันก็มีอะไรให้เรียนรู้เยอะ
พอเคสดีขึ้น แจ่มใสขึ้น จากเดิมที่ depress มากๆ
เหนแล้วแทบจะรู้สึกเหี่ยวไปด้วยตรงนั้น
พอเค้าก็ขึ้นเราก็รู้สึกดีนะ ^^ พอเค้าแจ่มใสเราก็รู้สึกดีไปด้วย
บางเคสก็น่ากลัวมากๆ แอบกลัวว่าจะมาบีบคอช้านรึป่าวเนี่ย ?
หรือบางเคสที่เค้า Schizoeffective hypo mania นี่ก็นะ ฮาๆ
พอมาเล่าให้ฟังขำๆ หรือนึกเป็นเรื่องตลกๆ มันก็มีเรื่องได้ฮาจนปวดแก้มได้เหมือนกัน ^____^ พี่ซุปก็โหด แต่ก็คุยสนุกดี
.
.
.
ไม่รู้สิ เราว่ามันดีกว่าตอนที่ anxiety ไปก่อนมากมายอ่า
อ้อ ช่าย พิมพ์ซะยาว คนอ่านอาจสงสัยว่าแร้วมันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อ
"รู้สึกก็ให้รู้ว่ารู้สึก" ฟะ ? -*- ม่ายช่ายอะไรหรอก
คือประโยคนี้เคยได้ยินมานานพอสมควร
แล้วก้อสงสัยทุกทีว่ามันทำยังไงเปนจริงได้มั้ย ประมาณนี้อ่า
พอดีเพิ่งเหนอะไรเปนรูปธรรมเรยแบบ กระจ่างนิดนุงว่ามันทำได้จิง - -"
เสียใจ ก็ให้รู้ว่าเสียใจ
โกรธก็ให้รู้ว่าโกรธ
ปวดก็ให้รู้ว่าปวด
สังเกตตัวเองว่าไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันไม่ได้อยู่กับเราตลอดหรอก
มันก็มีบ้าง ไม่มีบ้าง
แต่ที่เรารู้สึกว่ามันอยู่กับเราตลอดและทรมาณอาจเปนเพราะเราไปเพ่งกับมันก็เปนได้
อย่างคนไข้คนนึงที่ปวดหัวมากๆๆๆ
พออาจารย์ชัชวาลย์ไปคุยว่า "ปวดก็ให้รู้ว่าปวด"
วันรุ่งขึ้นอาการเค้าดีขึ้นอย่างเหนได้ชัดอ่า
เราเรยชักสงสัยว่าเปนไง แอบอยากเจออ.ชัชวาลย์แฮะ ... ต้องการความกระจ่างอย่างแรง
เป็นการเจริญสติอย่างนึงโดยไม่รุ้ตัว (นะเนี่ย) เราแบบ....อืมม
คนไข้เปนหนักกว่าเรายังทำได้เรย
เพราะฉะนั้นเราก้อน่าจะทำได้แหละมั้ง เนอะๆ
อย่างตอนที่พี่ทศ theraphy คนไข้ฆ่าตัวตายเราก็ได้ยินประโยคนี้แหละ ทำให้นึกถึงเรื่องกระดาษขีดความโกรธของหมออติ ในนิตยสารที่อ่านประจำขึ้นมาทันที o__O
แบบว่ารู้สึกครั้งนึงก็ติ๊กหนึ่งครั้ง อะไรงี้อ่า
งงๆ เล็กน้อยว่ามันเปนวิธีที่จิตแพทย์ใช้รักษาคนไข้กันทั่วไปหรอ
ทำไมเจอบ่อยจัง อะรัยประมาณน้าน
ปล* บล็อควันนี้กระแดะมากเค่อะ อังกิดเต็มเรย มันติดมาจากที่ฝึกงานอ่ะนะ ทำจายนิดนึงเน้อ อย่าเพิ่งหมั่นไส้เราน้า หุหุ
2-3 วันที่มาฝึกงานที่รามา ต้องตื่นเช้า
ต้องใช้เวลาทั้งวันตั้งแต่ 7 โมงกว่าๆ - 4 โมงกว่าๆ ต้องนอนดึก
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเหมือนกับตอนอยู่เตรียมพัฒน์ไม่มีผิด
ก่อนไปฝึกงานรู้สึกสมองหนักมาก
คงเพราะแบกความเครียดและความวิตกกังวลล่วงหน้า (anxiety) ไว้เยอะ
แต่หลังจากที่ต้องเข้า grand round, Kardex round, TPC, Case Conferense ในบางวัน
เจอแต่ศัพท์ภาษาอังกฤษ, ชื่อโรค และอาการทางจิตต่างๆนานา ๆ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเบาขึ้น สมองกลวง (ลง 55+)
เพราะฟังอาจารย์หมอ กะพี่เรสซิเด้นท์ไม่รู้เรื่องน่ะเอง
(ฟังรู้เรื่องเปนบางคำแต่ก็นะ ... งง @_@")
ฝึกงานมา 4 วันทำให้ได้รู้อะไรเยอะมากขึ้น
นอกจากจะมีชื่อโรคบานตะไทที่จะต้องจำแร้ว
ยังมีชีทเยอะแยะที่ยังไม่มีเวลาอ่านอีก TT
(แล้วก้อไปสมองกลวง เอ๋อๆ ในราวด์ --- ฮา)
พกหนังสือไปทุกวันไม่เคยจะได้อ่านเร้ยย -*- ดูมีภูมิมากอ่า เหอๆ
ถามอ๋อยกะนุ้ยตลอด อิอิ สารานุกรม "จิตเวชรามา" เคลื่อนที่ของเรา เอิ๊กๆ
เอ๊ะ หลุดประเด็นไปมากนะเนี่ย กลับๆ (จริงๆ เปนการ manipulate คนอ่านอย่างนึงนะฮ้า 555+)
ม่ายหรอก ก้อแบบ ได้เจอเคสหลายเคสก้อเรยแบบว่า
อืม...โลกนี้มีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะเนอะ มากๆ
ไม่ใช่แค่เรื่องตำราเรียน หรือความรู้หรอก
แต่เป็นเรื่องพวกการใช้ชีวิต
อย่างที่พี่ทศบอกว่า ให้เรียนรู้จากประสบการณ์คนไข้
อย่างบางเคสที่เราคิดว่าน่าจะมีน้อย หรือไม่น่ามีเรย ก้อได้เจอ อึ้งหน่อยๆ อารมณ์แบบยืนยันประโยค I know that I know nothing ได้อีก >.<
อย่างบางเคสที่ได้เจอก็ทำให้ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของเค้าเยอะเรย อืมม 2 วัน เจอเคส suicide แร้วรู้สึกว่า
โห.... เค้าทรมาณจริงๆอ่ะ
แล้วก้อทำให้ได้รู้ว่า คนที่ตั้งใจจะ suicide จริงๆ นี่เปนยังไง
บางเคสก็เรารู้สึกว่ามี empathy ไปกะเค้าด้วยมาก ๆ
น้ำตาอยากจะไหลตรงนั้น T___T
.
.
.
เพราะอะไรบางอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้เจอก็ได้เจอ "จริงๆ" มั้ง
ไม่รู้จิ คนอื่นอาจจะ แค่ sympathy แต่เราว่าเรา empathy อ่ะ -*-
อีกอย่างนึงที่ได้เรียนรู้ก็คือ คนทุกคนสามารถที่จะเรียนรู้ได้ทั้งนั้นแหละ ^^
อันที่จริงการได้อยู่แผนกจิตเวชมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด
ถึงแม้จะเป็นสัปดาห์แรกที่ observe อย่างเดียวแต่มันก็มีอะไรให้เรียนรู้เยอะ
พอเคสดีขึ้น แจ่มใสขึ้น จากเดิมที่ depress มากๆ
เหนแล้วแทบจะรู้สึกเหี่ยวไปด้วยตรงนั้น
พอเค้าก็ขึ้นเราก็รู้สึกดีนะ ^^ พอเค้าแจ่มใสเราก็รู้สึกดีไปด้วย
บางเคสก็น่ากลัวมากๆ แอบกลัวว่าจะมาบีบคอช้านรึป่าวเนี่ย ?
หรือบางเคสที่เค้า Schizoeffective hypo mania นี่ก็นะ ฮาๆ
พอมาเล่าให้ฟังขำๆ หรือนึกเป็นเรื่องตลกๆ มันก็มีเรื่องได้ฮาจนปวดแก้มได้เหมือนกัน ^____^ พี่ซุปก็โหด แต่ก็คุยสนุกดี
.
.
.
ไม่รู้สิ เราว่ามันดีกว่าตอนที่ anxiety ไปก่อนมากมายอ่า
อ้อ ช่าย พิมพ์ซะยาว คนอ่านอาจสงสัยว่าแร้วมันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อ
"รู้สึกก็ให้รู้ว่ารู้สึก" ฟะ ? -*- ม่ายช่ายอะไรหรอก
คือประโยคนี้เคยได้ยินมานานพอสมควร
แล้วก้อสงสัยทุกทีว่ามันทำยังไงเปนจริงได้มั้ย ประมาณนี้อ่า
พอดีเพิ่งเหนอะไรเปนรูปธรรมเรยแบบ กระจ่างนิดนุงว่ามันทำได้จิง - -"
เสียใจ ก็ให้รู้ว่าเสียใจ
โกรธก็ให้รู้ว่าโกรธ
ปวดก็ให้รู้ว่าปวด
สังเกตตัวเองว่าไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันไม่ได้อยู่กับเราตลอดหรอก
มันก็มีบ้าง ไม่มีบ้าง
แต่ที่เรารู้สึกว่ามันอยู่กับเราตลอดและทรมาณอาจเปนเพราะเราไปเพ่งกับมันก็เปนได้
อย่างคนไข้คนนึงที่ปวดหัวมากๆๆๆ
พออาจารย์ชัชวาลย์ไปคุยว่า "ปวดก็ให้รู้ว่าปวด"
วันรุ่งขึ้นอาการเค้าดีขึ้นอย่างเหนได้ชัดอ่า
เราเรยชักสงสัยว่าเปนไง แอบอยากเจออ.ชัชวาลย์แฮะ ... ต้องการความกระจ่างอย่างแรง
เป็นการเจริญสติอย่างนึงโดยไม่รุ้ตัว (นะเนี่ย) เราแบบ....อืมม
คนไข้เปนหนักกว่าเรายังทำได้เรย
เพราะฉะนั้นเราก้อน่าจะทำได้แหละมั้ง เนอะๆ
อย่างตอนที่พี่ทศ theraphy คนไข้ฆ่าตัวตายเราก็ได้ยินประโยคนี้แหละ ทำให้นึกถึงเรื่องกระดาษขีดความโกรธของหมออติ ในนิตยสารที่อ่านประจำขึ้นมาทันที o__O
แบบว่ารู้สึกครั้งนึงก็ติ๊กหนึ่งครั้ง อะไรงี้อ่า
งงๆ เล็กน้อยว่ามันเปนวิธีที่จิตแพทย์ใช้รักษาคนไข้กันทั่วไปหรอ
ทำไมเจอบ่อยจัง อะรัยประมาณน้าน
ปล* บล็อควันนี้กระแดะมากเค่อะ อังกิดเต็มเรย มันติดมาจากที่ฝึกงานอ่ะนะ ทำจายนิดนึงเน้อ อย่าเพิ่งหมั่นไส้เราน้า หุหุ