** หมายเหตุ ข้อความในบล็อคนี้เขียนไว้ตั้งแต่ 20 มีนา 51 แต่เอามาอัพในนี้ใหม่ค่ะ ** 


2-3 วันที่มาฝึกงานที่รามา ต้องตื่นเช้า 
ต้องใช้เวลาทั้งวันตั้งแต่ 7 โมงกว่าๆ - 4 โมงกว่าๆ ต้องนอนดึก 
ทำให้อดคิดไม่ได้ว่าเหมือนกับตอนอยู่เตรียมพัฒน์ไม่มีผิด 
ก่อนไปฝึกงานรู้สึกสมองหนักมาก 
คงเพราะแบกความเครียดและความวิตกกังวลล่วงหน้า (anxiety) ไว้เยอะ 
แต่หลังจากที่ต้องเข้า grand round, Kardex round, TPC, Case Conferense ในบางวัน 
เจอแต่ศัพท์ภาษาอังกฤษ, ชื่อโรค และอาการทางจิตต่างๆนานา ๆ ยิ่งทำให้รู้สึกว่าตัวเบาขึ้น สมองกลวง (ลง 55+) 
เพราะฟังอาจารย์หมอ กะพี่เรสซิเด้นท์ไม่รู้เรื่องน่ะเอง 
(ฟังรู้เรื่องเปนบางคำแต่ก็นะ ... งง @_@") 



ฝึกงานมา 4 วันทำให้ได้รู้อะไรเยอะมากขึ้น 
นอกจากจะมีชื่อโรคบานตะไทที่จะต้องจำแร้ว 
ยังมีชีทเยอะแยะที่ยังไม่มีเวลาอ่านอีก TT 
(แล้วก้อไปสมองกลวง เอ๋อๆ ในราวด์ --- ฮา) 
พกหนังสือไปทุกวันไม่เคยจะได้อ่านเร้ยย -*- ดูมีภูมิมากอ่า เหอๆ 
ถามอ๋อยกะนุ้ยตลอด อิอิ สารานุกรม "จิตเวชรามา" เคลื่อนที่ของเรา เอิ๊กๆ 
เอ๊ะ หลุดประเด็นไปมากนะเนี่ย กลับๆ (จริงๆ เปนการ manipulate คนอ่านอย่างนึงนะฮ้า 555+)



ม่ายหรอก ก้อแบบ ได้เจอเคสหลายเคสก้อเรยแบบว่า 
อืม...โลกนี้มีอะไรให้เรียนรู้อีกเยอะเนอะ มากๆ 
ไม่ใช่แค่เรื่องตำราเรียน หรือความรู้หรอก 
แต่เป็นเรื่องพวกการใช้ชีวิต 
อย่างที่พี่ทศบอกว่า ให้เรียนรู้จากประสบการณ์คนไข้
อย่างบางเคสที่เราคิดว่าน่าจะมีน้อย หรือไม่น่ามีเรย ก้อได้เจอ อึ้งหน่อยๆ อารมณ์แบบยืนยันประโยค I know that I know nothing ได้อีก >.<
อย่างบางเคสที่ได้เจอก็ทำให้ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ของเค้าเยอะเรย อืมม 2 วัน เจอเคส suicide แร้วรู้สึกว่า 
โห.... เค้าทรมาณจริงๆอ่ะ 
แล้วก้อทำให้ได้รู้ว่า คนที่ตั้งใจจะ suicide จริงๆ นี่เปนยังไง 
บางเคสก็เรารู้สึกว่ามี empathy ไปกะเค้าด้วยมาก ๆ 
น้ำตาอยากจะไหลตรงนั้น T___T 
.
.
.
เพราะอะไรบางอย่างที่ไม่คิดว่าจะได้เจอก็ได้เจอ "จริงๆ" มั้ง 
ไม่รู้จิ คนอื่นอาจจะ แค่ sympathy แต่เราว่าเรา empathy อ่ะ -*-
อีกอย่างนึงที่ได้เรียนรู้ก็คือ คนทุกคนสามารถที่จะเรียนรู้ได้ทั้งนั้นแหละ ^^


อันที่จริงการได้อยู่แผนกจิตเวชมันก็ไม่ได้แย่อย่างที่คิด 
ถึงแม้จะเป็นสัปดาห์แรกที่ observe อย่างเดียวแต่มันก็มีอะไรให้เรียนรู้เยอะ
พอเคสดีขึ้น แจ่มใสขึ้น จากเดิมที่ depress มากๆ 
เหนแล้วแทบจะรู้สึกเหี่ยวไปด้วยตรงนั้น 
พอเค้าก็ขึ้นเราก็รู้สึกดีนะ ^^ พอเค้าแจ่มใสเราก็รู้สึกดีไปด้วย 
บางเคสก็น่ากลัวมากๆ แอบกลัวว่าจะมาบีบคอช้านรึป่าวเนี่ย ? 
หรือบางเคสที่เค้า Schizoeffective hypo mania นี่ก็นะ ฮาๆ
พอมาเล่าให้ฟังขำๆ หรือนึกเป็นเรื่องตลกๆ มันก็มีเรื่องได้ฮาจนปวดแก้มได้เหมือนกัน ^____^ พี่ซุปก็โหด แต่ก็คุยสนุกดี 
.
.
.
ไม่รู้สิ เราว่ามันดีกว่าตอนที่ anxiety ไปก่อนมากมายอ่า

อ้อ ช่าย พิมพ์ซะยาว คนอ่านอาจสงสัยว่าแร้วมันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อ 
"รู้สึกก็ให้รู้ว่ารู้สึก" ฟะ ? -*- ม่ายช่ายอะไรหรอก
คือประโยคนี้เคยได้ยินมานานพอสมควร 
แล้วก้อสงสัยทุกทีว่ามันทำยังไงเปนจริงได้มั้ย ประมาณนี้อ่า
พอดีเพิ่งเหนอะไรเปนรูปธรรมเรยแบบ กระจ่างนิดนุงว่ามันทำได้จิง - -" 
เสียใจ ก็ให้รู้ว่าเสียใจ 
โกรธก็ให้รู้ว่าโกรธ 
ปวดก็ให้รู้ว่าปวด
สังเกตตัวเองว่าไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันไม่ได้อยู่กับเราตลอดหรอก 
มันก็มีบ้าง ไม่มีบ้าง 
แต่ที่เรารู้สึกว่ามันอยู่กับเราตลอดและทรมาณอาจเปนเพราะเราไปเพ่งกับมันก็เปนได้
อย่างคนไข้คนนึงที่ปวดหัวมากๆๆๆ 
พออาจารย์ชัชวาลย์ไปคุยว่า "ปวดก็ให้รู้ว่าปวด" 
วันรุ่งขึ้นอาการเค้าดีขึ้นอย่างเหนได้ชัดอ่า
เราเรยชักสงสัยว่าเปนไง แอบอยากเจออ.ชัชวาลย์แฮะ ... ต้องการความกระจ่างอย่างแรง 
เป็นการเจริญสติอย่างนึงโดยไม่รุ้ตัว (นะเนี่ย) เราแบบ....อืมม 
คนไข้เปนหนักกว่าเรายังทำได้เรย 
เพราะฉะนั้นเราก้อน่าจะทำได้แหละมั้ง เนอะๆ 


อย่างตอนที่พี่ทศ theraphy คนไข้ฆ่าตัวตายเราก็ได้ยินประโยคนี้แหละ ทำให้นึกถึงเรื่องกระดาษขีดความโกรธของหมออติ ในนิตยสารที่อ่านประจำขึ้นมาทันที o__O 
แบบว่ารู้สึกครั้งนึงก็ติ๊กหนึ่งครั้ง อะไรงี้อ่า 
งงๆ เล็กน้อยว่ามันเปนวิธีที่จิตแพทย์ใช้รักษาคนไข้กันทั่วไปหรอ 
ทำไมเจอบ่อยจัง อะรัยประมาณน้าน

ปล* บล็อควันนี้กระแดะมากเค่อะ อังกิดเต็มเรย มันติดมาจากที่ฝึกงานอ่ะนะ ทำจายนิดนึงเน้อ อย่าเพิ่งหมั่นไส้เราน้า หุหุ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet